|
ต่อจากหน้าทีผ่านมา ข. ภายในทรงพลัง คือ มีกำลังที่เกิดจากคุณธรรมความประพฤติปฎิบัติ ที้เป็นหลักประกัน ของชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจในตนเองจไม่มีความหวาดหวั่นกลัวภัย ที่เรียกว่า พละ (ธรรม อันเป็นกำลัง) มี ๔ ประการ คือ ๑. ปัญญาพละ กำลังปัญญา คือ ได้ศึกษา มีความรู้ความเข้าใจถูกต้องชัดเจน ในเรื่องราว และกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง ตลอดไปถึงสภาวะอันเป็นธรรมดาของโลกและชีวิต เป็นผู้กระทำการ ต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจเหตุผล และสภาพความจริง ๒. วิริยพละ กำลังความเพียร คือ เป็นผู้ประกอบกิจทำหน้าที่การงานต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยความบากบั่นพยายาม ไม่ได้ทอดทิ้งหรือย่อหย่อนท้อถอย ๓. อนวัชชพละ กำลังสุจริต หรือกำลังความบริสุทธิ์ คือ มีความประพฤติและหน้าที่การงาน สุจริตไร้โทษ สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีข้อที่ใครจะติเตียนได้ ๔. สังคหพละ กำลังการสงเคาระห์ คือ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ เพื่อนมนุษย์ เป็นสมาชิกที่มีคุณประโยชน์ของชุมชน ดังนี้. ตัวอย่าง เช่น เป็นข้าราชการ พึงจำสั้น ๆว่า รู้งานดี ทำหน้าที่ไม่บกพร่อง มือสะอาด ไม่ขาด มนุษย์สัมพันธ์ ดังนี้. ค. ตั้งตนบนฐานที่มั่นคง ซึงใช้เป็นที่ยืนหยัดให้สามารถยึดเอาผลสำเร็จสูงสุด อันเป็นที่หมาย ได้ โดยไม่เกิดความสำคัญผิด ไม่เปิดช่องแก่ความผิดพลาดเสียหาย และไม่เกิดสิ่งมัวหมองหมักหมมทับถมตน ด้วยการปฎิบัติตามหลักธรรมที่เรียกว่า อธิษฐาน (ธรรมเป็นที่มั่น) มี ๔ ประ การ คือ ๑. ปัญญา ใช้ปัญญา ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ทำกิจกรรมต่าง ๆด้วยความคิด เมื่อประสบเหตุ ใด ๆก็ไม่วู่วามตามอารมณ์ หรือหลงไปตามสิ่งที่ยั่วยวน ศึกษาสิ่งต่าง ๆ ให้มีความรู้ชัด หยั่งเห็น เหตุผล เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายจนเข้าถึงความจริง ๒. สัจจะ รักษาสัจจะ คือ สงวนรักษาดำรงตนมั่นในความจริง ที่รู้ชัดเห็นชัดด้วยปัญญา เริ่ม แต่จริงวาจา จริงในหลักการ จริงในการปฎิบัติ จนถึงจริงปรมัตถ์ ๓. จาคะ เพิ่มพูนจาคะ คือ คอยเสริมหรือทวีความเสียสละ ให้เข้มแข็งมีกำลังแรงยิ่งขึ้นไป เพื่อป้องกันหรือทัดทานตนไว้มิให้ตกไปเป็นทาสของลาภสักการะ และผลสำเร็จเป็นต้นที่ตนได้ สร้างขึ้นมา อันคอยล้อเร่าเย้ายวนให้เกิดความยึดติด ลำพอง และลุ่มหลงมัวเมา สิ่งใดเคยชิน เป็นนิสัย หรือเคยยึดถือไว้ แต่ผิดพลาด ไม่จริง ไม่ถูกต้อง ก็สามารถละได้ทั้งหมด เริ่มแต่สละ อามิสจนถึงสละกิเลส เป็นต้น ๔. อุปสมะ รู้จักสงบใจ คือ รู้จักหาความสุขสงบทางจิตใจ ฝึกตนให้สามารถระงับความมัว หมองกับความขัดข้องวุ่นวาย อันเกิดจากกิเลสได้ ทำจิตใจให้สงบผ่องใสรู้จักรสแห่งสันติ คนที่ รู้จักรสแห่งความสุขอันเกิดจากความสงบใจแล้ว ย่อมจะไม่หลงไหลมัวเมาในวัตถุ หรือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้นโดยง่าย ดังนี้.
(ชีวิตที่ก้าวหน้าและสำเร็จ) ผู้ที่ต้องการดำเนินชีวิตให้เจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในด้านการศึกษา หรืออาชีพการงานก็ตาม พึงปฎิบัติตามหลัก ดังต่อไปนี้ ก. หลักความเจริญ ปฎิบัติตามหลักธรรม ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ที่เรียกว่า จักร (ธรรมประดุจล้อทั้งสี่ที่นำรถไปสู่จุดหมาย) มีอยู่ ๔ ประการ คือ ๑. ปฎิรูปเทสวาสะ เลือกอยู่ในถิ่นที่เหมาะ คือเลือกหาถิ่นที่อยู่ หรือแหล่งเล่าเรียนดำเนินชีวิตที่ดีซึ่งมีบุคคล และสิ่งแวดล้อมที่อำนวยแก่การศึกษาพัฒนาชีวิต การแสวงธรรมหาความรู้ การสร้างสรรค์ความดีงาม และความเจริญก้าวหน้า ๒. สัปปุริสูปัสสยะ เสาะเสวนาคนดี คือ รู้จัดเสวนาคบหา หรือร่วมหมู่กับบุคคลผู้รู้ ผู้ทรงคุณ และผู้ที่จะเกื้อกูลแก่การแสวงธรรมหาความรู้ ความก้าวหน้างอกงาม และความเจริญโดยธรรม ๓. อัตตสัมมาปณิธี ตั้งตนไว้ถูกวิธี คือ ดำรงตนตั้งมั่นอยู่ในธรรม และทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ตั้งเป้าหมายชีวิต และการงานให้ดีงามแน่ชัด และนำตนไปถูกทางสู่จุดหมาย แน่วแน่ มั่น คง ไม่พร่าส่าย ไม่ไถลเชือนแซ เป็นต้น ๔. ปุพเพกตปุญญตา มีทุนดีได้เตรียมไว้ ทุนดีส่วนหนึ่ง คือ ความมีสติปัญญา ความถนัด และร่างกายดี เป็นต้น ที่เป็นพื้นมาแต่เดิม และอีกส่วนหนึ่งคือ อาศัยพื้นเดิมเท่าที่ตัวมีอยู่ รู้จักแก้ไขปรับปรุงตน ศึกษาหาความรู้ สร้างเสริมคุณสมบัติ ความดีงาม ฝึกฝนความชำนิชำนาญ เตรียมไว้ก่อนแต่ต้น ซึ่งเมื่อมีเหตุต้องใช้ก็จะเป็นผู้พร้อม ที่จะต้อนรับความสำเร็จ สามารถสร้าง สรรรค์ประโยชน์สุข และก้าวไปสู่เจริญยิ่ง ๆขึ้นไป ข. หลักความสำเร็จ ปฎิบัติตามหลักธรรม ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แห่งกิจการนั้น ๆที่เรียกว่า อิทธิบาท (ธรรมให้ถึงความสำเร็จ) ซึ่งมีอยู่ ๔ ประการด้วยกันคือ ๑. ฉันทะ มีใจรัก คือใจที่จะทำสิ่งนั้น และทำด้วยใจรัก ต้องการทำให้เป็นผลสำเร็จอย่างดี แห่งกิจหรืองานที่ทำ มิใช่สักว่าทำพอให้เสร็จ ๆ หรือเพียงเพราะอยากได้รางวัล หรือผลกำไร ๒. วิริยะ พากเพียรทำ คือ ขยันหมั่นประกอบ หมั่นกระทำสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ท้อถอย ก้าวไปข้างหน้าจนกว่าจะสำเร็จ เป็นต้น ๓. จิตตะ เอาใจฝักไฝ่ คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด ไม่ปล่อยจิตใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ใช้ความคิดในเรื่องนั้นบ่อย ๆเสมอ ๆทำกิจหรืองานนั้นอย่างอุทิศตัวอุทิศ ใจ เป็นต้น ๔. วิมังสา ใช้ปัญญาสอบสวน คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวนตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนเกินเลยบกพร่องขัดข้อง เป็นต้นในสิ่งที่ทำนั้น โดยรู้จักทดลอง วาง แผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น เพื่อจัดการดำเนินงานให้ได้ผลดียิ่ง ๆขึ้นไป ตัวอย่างเช่น ผู้ทำงานทั่ว ๆไป อาจจำสั้น ๆว่า รักงาน สู้งาน ใส่ใจในงาน และทำงานด้วยปัญญา ดังนี้.
ด้วยการปฎิบัติตาม ธรรม ๒ อย่าง ที่เป็นเหตุให้พระองค์ได้บรรลุโพธิญาณ เรียกว่า อุปปัญญา ตธรรม (ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงปฎิบัติเห็นคุณประจักษ์กับพระองค์เอง) คือ ๑. อสนตุฎฐิตา กุสเลสุ ธัมเมสุ ไม่สันโดษในกุศลธรรม คือไม่รู้อิ่ม ไม่รู้พอ ในการสร้างสรรค์ ความดีและสิ่งที่ดี ๒. อปปฎิวาณิตา จ ปธานสมึง บำเพ็ญเพียรไม่ย่อหย่อน คือ เพียรพยายาม ก้าวหน้าเลื่อยไป ไม่ยอมถอยหลัง ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมท้อถอยต่ออุปสรรค และความเหนื่อยยากลำบาก ดังนี้. คนที่รู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ (ชีวิตที่เป็นหลักฐาน) คนที่จะเรียกได้ว่า รู้จักหา รู้จักใช้ทรัพย์ หรือหาเงินเป็น ใช้เงนเป็น เป็นคนทำมาหากินดี ตั้ง ตัวสร้างหลักฐานได้ ใช้ทรัพย์สมบัติให้เป็นประโยชน์ เป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่ทางเศรษฐกิจอย่างถูก ต้อง ก็เพราะปฎิบัติตามหลักธรรมต่อไปนี้ ก. ขั้นหาและและรักษาสมบัติ ปฎิบัติตามหลักธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน หรือ หลัก ธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นต้น ที่เรียกว่า ทิฎฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม มีอยู่ ๔ ประการ ๑. อุฎฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น คือ ขยันหมั่นเพียร ในการปฎิบัติหน้าที่การงาน และการประกอบอาชีพสุจริต ฝึกฝนให้มีความชำนิชำนาญและรู้จริง รู้จักใช้ปัญญาสอดส่อง ตรวจตรา หาวิธีการที่เหมาะดี จัดการและดำเนินการให้ได้ผลดี ๒. อารักขสัมปาท ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือ รู้จักคุ้มครอง เก็น รักษา โภคทรัพย์และผลงานที่ตนได้ทำไว้ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยชอบธรรม ด้วยกำลังงานของตน ไม่ให้เป็นอัน ตรายหรือเสื่อมเสีย เป็นต้น ๓. กัลยาณมิตตตา คบหาคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักเสวนาคบหา ไม่คบไม่เอาอย่างผู้ที่ซักจูงไป ในทางเสื่อมเสีย เลือกเสวนาศึกษาเยี่ยงอย่าง ท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ ผู้มีความสามารถ ผู้น่าเคารพนับถือ และผู้มีคุณสมบัติเกื้อกูลแก่อาชีพการงาน ๔. สมชีวิตา เลี้ยงชีวิตแต่พอดี คือ รู้จักกำหนดรายได้และรายจ่าย เป็นอยู่พอดีสมรายได้ มิ ให้ฝืดเคืองหรือฟุ่มเฟือย ให้รายได้เหนือกว่ารายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้ใช้ในข้างหน้าด้วย.
เชิญคอยต่อในคราวหน้า ( ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. . ๒๕๕๑ ) |